Skip to main content

โครงการขับเคลื่อนการเรียนการสอน ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ และหน้าที่พลเมือง

Project for Driving the Teaching and Learning of History, Geography, and Civics; Educational Supervision, Monitoring and Evaluation Group; Phichit Primary Educational Service Area Office 1

สืบสานชุดไทยจากสายพระเนตรอันกว้างไกล ด้วยชุดไทยพระราชนิยม


“เรามาจากไหน?”ปลุกจิตวิญญาณประวัติศาสตร์ ถอดรหัสรากเหง้า

“...เมืองไทยนี่ บรรพบุรุษเลือดทาแผ่นดิน กว่าจะมาถึงที่ให้พวกเราอยู่ นั่งอยู่กันสบาย มีประเทศชาติ เรากลับไม่ให้เรียนประวัติศาสตร์ ไม่รู้ว่าใครมาจากไหน เป็นความคิดที่แปลกประหลาด…”

พระราชดำรัสในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2551 เป็นเสมือนเสียงสะท้อนที่ทรงพลังและตอกย้ำถึง "วิกฤตทางความทรงจำ" ของสังคมไทย การที่รายวิชาประวัติศาสตร์ถูกลดความสำคัญ หรือถูกนำเสนอในรูปแบบที่ห่างไกลจากวิถีชีวิต ทำให้เยาวชนหลงลืมรากเหง้าและขาดความผูกพันกับแผ่นดินเกิด ทั้งที่แท้จริงแล้ว ประวัติศาสตร์คือเข็มทิศที่ช่วยตอบคำถามพื้นฐานที่สุดของมนุษย์ว่า "เราคือใคร" และ "เราจะก้าวไปทางไหน"

เมื่อตั้งคำถามว่า "เรามาจากไหน" และมองย้อนกลับมายังผืนแผ่นดินอันอุดมสมบูรณ์ของจังหวัดพิจิตร คำตอบนั้นถูกฝังรากลึกอยู่ใต้ชั้นดินของ "อุทยานเมืองเก่าพิจิตร" ก่อนจะกลายเป็นเมืองพิจิตรในปัจจุบัน พื้นที่แห่งนี้คือนครโบราณนามว่า "เมืองสระหลวง" ซึ่งมีพัฒนาการทางประวัติศาสตร์มาอย่างยาวนานนับพันปี

จากหลักฐานทางโบราณคดี ผังเมืองรูปวงรีหรือรูปสระน้ำอันเป็นเอกลักษณ์ของวัฒนธรรมทวารวดีตอนบน สะท้อนให้เห็นถึงความชาญฉลาดของบรรพบุรุษในการปรับตัวและบริหารจัดการน้ำ จนก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการค้าทางน้ำที่รุ่งเรือง ครั้นก้าวเข้าสู่สมัยสุโขทัย เมืองสระหลวงได้รับการสถาปนายกระดับเป็น "เมืองลูกหลวง" หรือปราการด่านหน้าทางทิศตะวันออก ทำหน้าที่เป็นทั้งฐานกำลังพลที่เข้มแข็งและอู่ข้าวอู่น้ำที่คอยค้ำจุนราชธานีสุโขทัย ร่องรอยอิฐเก่าและคูเมืองเหล่านี้คือเครื่องยืนยันว่า แผ่นดินพิจิตรมีบทบาทสำคัญในการสร้างชาติมาตั้งแต่อดีตกาล

อย่างไรก็ตาม คุณค่าอันยิ่งใหญ่ของเมืองสระหลวงจะเลือนหายไป หากเรื่องราวเหล่านี้ถูกแช่แข็งไว้เพียงในตำราเรียนที่ท่องจำ การจะนำประวัติศาสตร์กลับมามีชีวิตและแก้ปัญหา "การไม่รู้ว่าใครมาจากไหน" ได้นั้น จำเป็นต้องอาศัยการออกแบบนวัตกรรมการพัฒนา (Innovative Development) ทางการศึกษา เพื่อพลิกโฉมการเรียนรู้ให้เข้าถึงง่ายและสอดคล้องกับยุคสมัย

การสร้างสรรค์รูปแบบการสอนประวัติศาสตร์ท้องถิ่นแนวใหม่ ไม่ได้เป็นเพียงการให้ความรู้ แต่คือเครื่องมือสำคัญในการ ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ทำให้เด็กและเยาวชนในทุกพื้นที่ สามารถเข้าถึงองค์ความรู้เกี่ยวกับรากเหง้าของบ้านเกิดตนเองได้อย่างเท่าเทียม เมื่อการเรียนรู้ถูกออกแบบให้จับต้องได้และเชื่อมโยงกับวิถีชีวิตปัจจุบัน (เช่น การทำความเข้าใจว่าภูมิปัญญาจากอดีตส่งต่อมาสู่งานศิลปหัตถกรรมร่วมสมัยได้อย่างไร) ประวัติศาสตร์ก็จะไม่ใช่เรื่องน่าเบื่ออีกต่อไป

แผ่นดินที่ผู้คนรู้จักรากฐานของตนเอง ย่อมเป็นแผ่นดินที่เติบโตได้อย่างมั่นคง การปลุกจิตวิญญาณประวัติศาสตร์เมืองสระหลวงผ่านนวัตกรรมการเรียนรู้ จึงเป็นการตอบสนองต่อพระราชดำรัสที่ทรงห่วงใยได้อย่างเป็นรูปธรรมที่สุด เพราะเมื่อเยาวชนรู้ชัดว่า "ตนเองมาจากไหน" พวกเขาก็จะพร้อมก้าวสู่อนาคตด้วยความภาคภูมิใจในความเป็นอัตลักษณ์ท้องถิ่นอย่างแท้จริง
                                                                                                                                                    ผู้เขียน จิรพัทธ์ สัมมามิตร

โพสเมื่อ : 06 มี.ค. 2569,23:57   อ่าน 5 ครั้ง